อาหาร..กินบรรเทาการปวดรอบเดือน

เรื่องที่น่าเบื่อสำหรับผู้หญิงหลายๆ คน ที่ถึงช่วงวันนั้นของเดือนทีไร ต้องมีอาการปวดท้องแทบขาดใจ ลองมาดูอาหารที่กินแล้วช่วยบรรเทาอาการปวดท้องช่วงมีประจำเดือนกันค่ะ

งา เดี๋ยวนี้มีการทำงาขายในรูปแบบต่าง ๆ เช่นงาแผ่นอบน้ำผึ้ง งาบดไว้ผสมกับอาหารกิน กินได้ทั้งเป็นของคาวของหวาน เหมือนที่สโลแกนขายของว่า “กินเล่น ๆ กินเป็นกับ” นั่นแหละค่ะ จะกินบ่อยๆตามใจชอบก็ได้สำหรับคนที่ชอบกินงา แต่ถ้าใครไม่ถนัด ก็ให้เอางาเม็ดหรืองาบดผสมกับอาหารที่จะกินก็ได้ กินครั้งละ 1/2 ช้อนชา วันละ 2 ครั้ง ก็จะบรรเทาอาการปวดได้ค่ะ

น้ำตาลทรายแดง ตักมาสัก 1 ช้อนโต๊ะพูน ๆ ละลายกับเหล้าขาวสัก 1-2 ช้อนโต๊ะ ดื่มเข้าไปตอนปวด ซักพักก็หาย

ใบขี้เหล็ก จะกินในรูปแกงขี้เหล็ก หรือกินใบกันสด ๆ ก็ไม่เกี่ยง กินกันได้บ่อยๆตามชอบใจ ที่เคยปวดก็จจะปวดน้อยลง ภ้าถึงขนาดจริง ๆ ก็จะอาการปวดก็จะงอนหนีหายไปเลย

เนื้อมะขามเปียก เอาละลายน้ำเติมน้ำตาลสักหน่อยพอหวาน กินก่อนรอบเดือนปกติสัก 1 อาทิตย์ นอกจากหายปวดแล้ว ยังช่วยให้รอบเดือนมาปกติด้วย

ดอกกล้วย ใครที่เผอิญหาเจ้านี่ได้ง่าย ก็จัดแจงเอาตำคั้นน้ำดื่มตอนปวด 1-2 ครั้งต่อวัน เท่านี้ก็อยู่หมัด

เมคอัพอย่างไรให้คุณดูอ่อนเยาว์ลงได้

เมื่อสาวๆ รู้วิธีที่จะหยุดเวลาของผิวหน้าด้วยการบำรุงและวิธีการแต่งหน้า ที่จะซ่อนวัยให้ใบหน้าของคุณเหมือนสาวรุ่นอยู่ตลอดเวลา อายุก็เป็นเพียงตัวเลข

1. Moisturizer before makeup : ถ้าคุณรีบมากจนต้องทารองพื้นแทนครีมบำรุง สิ่งที่ตามมาคือ ผิวหน้าแห้งและรองพื้นเป็นเส้นริ้ว ๆ

What it works : ต่อให้รีบแค่ไหน คุณต้องบำรุงผิวหน้าให้ชุ่มชื่น ปิดท้ายด้วยครีมกันแดด จากนั้นเริ่มขั้นตอนเมคอัพ ด้วยการทารองพื้นซึ่งเกลี่ยง่ายจนกลมกลืนไปกับผิวทำให้ผิวเรียบเนียนสมบูรณ์ไร้ที่ติ

2. A click pen concealer : คุณพบว่าคอนซีลเลอร์ที่อำพรางรอยคล้ำ รอยแดง และแผลเป็นจากสิวนั้นกลายเป็นคราบอย่างเห็นได้ชัด

What it works : คอนซีลเลอร์ชนิดครีมให้การอำพรางที่ดี แต่ถ้าไม่ใช่มืออาชีพ ขอแนะให้เลือกคอนซีลเลอร์ชนิดลิควิดแบบด้ามจับคล้ายปากกามีพู่กันที่เกลี่ยง่าย เนื้อบางเบา แถมยังแต้มจุดบกพร่องเล็ก ๆ ได้ถนัด ทำให้ผิวเนียนสุด ๆ

3. Illuminating primer : ผิวหมองคล้ำเพราะเครียดพักผ่อนน้อย หรือปาร์ตี้ดึก แม้คุณจะพยายามบำรุงอย่างหนักในตอนเช้าผิวก็ส่อเค้าความหม่นหมอง

What it works : ไพรเมอร์เนื้อชิมเมอร์ผสมผงมุกที่ให้ความกระจ่างใส ทาบาง ๆ ก่อนลงรองพื้น จะทำให้ผิวหมองคล้ำมีความสว่างเมื่อทารองพื้นจะช่วยให้ผิวยิ่งสดใส อ่อนนุ่มเหมือนผิวสาวเปล่งปลั่ง ซึ่งเข้ากันได้ดีกับเมคอัพโทนสีอ่อน

4. Less powder : หลายคนมีความเชื่อว่า ผิวหน้าจะแห้งหรือมันทาแป้งไว้ก่อนรับรองเอาอยู่ แต่รู้หรือไม่ว่าผิวของคุณจะขาวซีด ไม่มีชีวิตชีวา

What it works : ปัดแป้งเบา ๆ ให้ผิวหน้านวลเนียน หรือปัดเฉพาะทีโซนเพื่อดูดซับความมัน การปัดแป้งพอดีทำให้ผิวสดใสเหลือเพียงความมันเงาเล็กน้อยบนใบหน้าที่ทำให้ผิวเปล่งปลั่ง

5. Tool for foundation : การใช้นิ้วเกลี่ยรองพื้นกลายเป็นสิ่งที่คุณชำนาญที่สุด แต่ถึงกระนั้นน้ำหนักมือที่ไม่เท่ากันอาจทำให้รองพื้นไม่สม่ำเสมอ

เลือกสียาทาเล็บให้เหมาะกับสีผิว

หลายคนมีปัญหากับการทาเล็บ เพ้นท์เล็บ เรียกได้ว่าอยากสวยต้องยอมเสียเงินเข้าร้านทำเล็บแพง ๆ ไม่กล้าที่จะแต่งเล็บทาเล็บด้วยตัวเอง แต่อันที่จริงแล้ว การทาเล็บเป็นเรื่องง่ายนิดเดียว … เพียงแค่ต้องมีเทคนิคการทาเล็บสักเล็กน้อยค่ะ จะง่ายแค่ไหน มาดูกันเลย !

เทคนิคการทาเล็บ

บีบน้ำมะนาวหรือน้ำส้มสายชูลงในอ่างน้ำ ทิ้งไว้สักพัก แล้วนำมือลงไปแช่ จะช่วยให้เล็บอ่อนนุ่มขึ้น

ใช้น้ำยารองพื้นทาเล็บในชั้นแรก เพื่อเป็นการดูแลเล็บขั้นต้น เพราะหากเราทาเล็บสีจัด จะทำให้เล็บเหลืองได้

การลงสียาทาเล็บ ไม่ควรป้ายเกิน 3 ครั้ง เพราะสีจะจับเป็นก้อนไม่เรียบเสมอกัน และอย่าลงสีเล็บเกิน 2 ชั้นเพราะจะดูหนาจนเกินไป

หลังจากลงสีทาเล็บเรียบร้อยแล้ว ควรปิดท้ายด้วยการทาน้ำยาเคลือบเล็บ เพราะจะช่วยเพิ่ม ความเงางาม วิบวับให้กับเล็บ และยังป้องกันสีเล็บจางจากแสงแดดได้

Tips … การเก็บน้ำยาทาเล็บที่ดีให้อยู่กับเราได้นาน ๆ จะต้องปิดฝาให้สนิทและเก็บไว้ในที่เย็น ห่างไกลแสงแดด อย่างเช่น ช่องเล็กในตู้เย็น การเลือกยาทาเล็บ ควรดูส่วนผสมด้วย นั่นคือ ยาทาเล็บที่ดีไม่ควรมีแอลกอฮอล์เพราะว่าแอลกอฮอล์จะเป็นตัวทำให้ผิวเล็บแห้งและเปราะง่าย

การเลือกสียาทาเล็บให้เหมาะกับสีผิว

สาวผิวขาวอมเหลือง : เหมาะกับยาทาเล็บสีชมพูอมส้ม สีน้ำตาลทองสว่าง หรือสีสด ๆ

สาวผิวขาวอมชมพู : เหมาะกับยาทาเล็บสีชมพูอมน้ำตาล สีชมพูอมม่วง หรือสีโทนเย็น

สาวผิวคล้ำอมเหลือง : เหมาะกับยาทาเล็บสีน้ำตาลทองเข้ม สีแดงสดหรือสีทอง

สาวผิวคล้ำหรือดำแดง : เหมาะกับยาทาเล็บสีแดงเข้ม สีชมพู

คิดให้ดี ก่อนเสียเงินไปฉีดโบท็อกซ์

ถ้ามีเพื่อนของคุณที่ไปฉีดโบท็อกซ์มาแล้วเล่าถึงสรรพคุณร้อยแปดอย่าง จนทำให้คุณคิดอยากจะทำบ้าง หยุดความคิดนั้นไว้ก่อนเถอะค่ะ เพราะโบท็อกซ์ไม่ใช่วิธีการรักษาหลักที่จะให้ผลคล้ายกันทุกคน ฉะนั้นก่อนฉีดโบท็อกซ์คุณควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนว่า คุณเองมีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะทำหรือมีข้อจำกัดตรงไหนหรือไม่ จะได้นำกลับมาคิดทบทวนอีกทีก่อนทำด้วย

ถ่ายรูปก่อนและหลังฉีด

ก่อนที่คุณจะได้รับการฉีดโบท็อกซ์ คุณก็ควรบอกให้แพทย์ผู้ให้การรักษาถ่ายรูปก่อนและหลังทำของคุณเก็บเอาไว้ด้วย เพราะวิธีนี้จะช่วยให้คุณเห็นจุดเปลี่ยนแปลงของตัวเองว่าไปในทางที่ดีหรือแย่ลงอย่างไร เพราะถ้าหากคุณไม่ชอบตัวเองหลังการฉีดโบท็อกซ์แล้ว คุณจะได้บอกแพทย์ให้แก้ไขได้ถูกจุดยังไงล่ะ

คำนึงถึงปัญหาสุขภาพ

หากคุณมีปัญหาสุขภาพร่างกายเกี่ยวกับเส้นประสาทและกล้ามเนื้อ หรือกำลังตั้งครรภ์อยู่ ก็ควรจะหลีกเลี่ยงการฉีดโบท็อกซ์ไปเสียดีกว่า ที่สำคัญเมื่อแพทย์ผู้ที่จะฉีดโบท็อกซ์ให้กับคุณสอบถามเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพ ก็อย่าโกหกเพื่อดื้อรั้นจะทำ เพราะไม่เช่นนั้นคุณอาจต้องกลับมาเสียใจทีหลังไม่รู้ด้วยนะ

คิดทบทวนว่ายอมรับความเสี่ยงได้หรือไม่

สาว ๆ คนไหนที่มีความคิดอยากฉีดโบท็อกซ์ ก็เชื่อว่าน่าจะรู้กันอยู่แล้วว่าโบท็อกซ์อาจก่อให้เกิดอันตรายหรืออาจจะทำให้ร่างกายของคุณเกิดความผิดปกติไป เช่น เกิดอาการแดง ปวดหัว มีไข้ อาเจียน ผิวหน้าอ่อนแอ หรือทำให้เกิดปัญหาต่อระบบหายใจ ฉะนั้นก่อนทำควรคิดทบทวนให้ดี ๆ หลายรอบ แล้วลองคิดดูว่าหากเกิดผลเสียเหล่านี้ขึ้นกับคุณ คุณจะยอมรับมันได้หรือไม่

อย่าคาดหวังสูงเกินไป

เชื่อว่าคนที่คิดจะไปฉีดโบท็อกซ์ มักจะคิดถึงแต่ภาพของตัวเองในด้านดีหลังทำ แต่ไม่ค่อยจะคำนึงเลยว่าใบหน้าจะผิดปกติไปไม่เป็นไปอย่างที่คาดหวัง ฉะนั้นก่อนการฉีดโบท็อกซ์ คุณไม่ควรจะคาดหวังมากเกินไปเกี่ยวกับผลลัพธ์ เพราะมันก็อาจจะออกมาดีหรือไม่ก็ได้ไม่มีใครรู้ ไม่อย่างนั้นก็อาจจะเสียใจคิดมากจนส่งผลต่อสุขภาพจิตอีก

คำนึงถึงค่ารักษา

โบท็อกซ์ไม่สามารถอยู่ได้คงทนถาวร เพราะคุณต้องทำซ้ำ ๆ บ่อย ๆ เพื่อคงสภาพความสวยงามเอาไว้ ฉะนั้นคุณควรจะคำนวณงบประมาณในการทำให้ดีว่าจะพอกับค่ากินอยู่หรือไม่ มิฉะนั้นคุณก็ต้องเตรียมตัวเตรียมใจยอมรับการกลับไปสู่จุดเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง

คิดในแง่บวกเสมอ

สำหรับบางคนที่ไปฉีดโบท็อกซ์มาแล้วได้ผลตอบรับจากครอบครัวและเพื่อนฝูงที่ไม่ค่อยดีนัก จนพาให้คุณต้องคิดมากและรู้สึกลำบากใจ แต่ลองคิดกลับกัน ว่าความเห็นของคนรอบตัวคุณก็เป็นข้อดีที่สามารถตัดสินได้ว่า การฉีดโบท็อกซ์ที่ที่คุณไปรับการรักษามานั้นไม่ได้ดีอย่างที่คิด เผื่อไว้วันหน้าวันหลังคุณอาจจะหาข้อมูลหาที่ฉีดโบท็อกซ์ที่ใหม่ได้

เคล็ดลับเด็ดห้ามใจไม่ให้กิน (เยอะ) กับ 3 วิธีแสนง่าย คุณเองก็ทำได้ !

สาว ๆ เคยเป็นไหมคะ ออกกำลังกายก็แล้ว ลองลดน้ำหนักมาก็ตั้งหลายวิธีก็แล้ว แต่ทำไม๊ทำไม… น้ำหนักมันยังไม่ลดลงได้ดั่งใจเสียที สำหรับสาว ๆ ที่มีปัญหาเหล่านี้ หยุดก่อนค่ะ ! แล้วให้ลองหันมาสังเกตพฤติกรรมของตัวเองดูสิว่าเป็นคนกินเยอะเหรอเปล่า ? ถ้าคำตอบคือ ใช่ ! นั่นล่ะค่ะ คือสาเหตุที่ทำให้น้ำหนักของคุณไม่ลดลงเสียที แต่ทั้งนี้สาว ๆ ก็ไม่ต้องกังวลไปค่ะ เพราะวันนี้กระปุกดอทคอมมีเคล็ดลับห้ามใจไม่ให้กินเยอะ จาก นิตยสาร WomanPlus มาฝากคุณสาว ๆ กันแล้ว รับรองว่าเลยว่าแค่ 3 วิธีง่าย ๆ ต่อไปนี้จะช่วยให้คุณสาว ๆ มีหุ่นผอมเพรียวได้อย่างสมใจแน่นอน คอนเฟิร์ม !!

1. เปลี่ยนวิธีการกิน

คุณต้องกินอาหารให้อิ่มเป็นมื้อ ๆ เพราะหากคุณกินเพียงน้อย แล้วมากินจุกจิกในระหว่างมื้ออาหาร จะทำให้คุณไม่มีทางผอมได้ ควรเลือกกินอาหารให้อิ่มนาน แล้วเน้นในส่วนของผัก ผลไม้ อาหารที่มีกากใย หลีกเลี่ยงอาหารแป้ง ทอด ที่มีไขมันสูง หรือหากในระหว่างมื้อคุณหิวขึ้นมา ก็ให้เลือกเป็นผลไม้ที่มีน้ำตาลน้อย เช่น ฝรั่ง แอปเปิ้ล จะช่วยคุณได้ค่ะ

2. การพักผ่อนให้เพียงพอ

สาเหตุสำคัญของการกินเยอะ นั่นคือ การนอนน้อยของคุณ อาจจะสงสัยว่าเกี่ยวข้องกันได้อย่างไร ก็เพราะการอดนอนจะมีผลต่อการเลือกกิน ทำให้เราอยากกินอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรตและน้ำตาลเพิ่มขึ้น หรือพูดง่าย ๆ ว่า เมื่อคุณนอนพักผ่อนไม่เพียงพอ ร่างกายจะรู้สึกอ่อนเพลีย นอกจากนั้นแล้วการนอนน้อยยังทำให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานน้อยลงอีกด้วยค่ะ

3. ปรับจิตใจกับความเครียด

ความเครียดเป็นสาเหตุให้ระดับฮอร์โมนเกรลินในร่างกายสูงขึ้นได้ เพราะเมื่อฮอร์โมนเกรลินเพิ่มมากขึ้น ก็จะทำให้รู้สึกหิวและอยากกินอาหารมากยิ่งขึ้นด้วย รวมไปถึงสมองจะหลั่งฮอร์โมนที่เกี่ยวกับความเครียดออกมา ซึ่งฮอร์โมนดังกล่าวนั้นจะไปกระตุ้นเซลในร่างกายเก็บไขมันมากขึ้นค่ะ

บอกลาตาหมีแพนด้า กับสารพัดวิธีฟื้นฟูดวงตาให้สวยปิ๊ง

มันฝรั่ง
หามันฝรั่ง โดยล้างให้สะอาด แล้วหั่นบางๆ แช่เย็นและเอามาปิดตาไว้ 15-20 นาที เช้าและเย็น จะช่วยลดริ้วรอยหมองคล้ำรอบดวงตาได้ ทาครีมบำรุงหลังจากนี้ก็จะยิ่งดีค่ะ

น้ำแข็ง
ใช้น้ำแข็งบด ก่อนห่อด้วยผ้า วางบนเปลือกตาประมาณ 10 นาที ช่วยให้ขอบตาหายร้อนผ่าว ชุ่มชื่น หายคล้ำได้

น้ำนม
ใช้นมสดครึ่งแก้วแช่เย็น แล้วใช้ก้อนสำลีชุบนมเย็นๆ วางบนเปลือกตา 10 นาที แล้วเอาออกพัก 2 นาที แล้วทำซ้ำใหม่ประมาณ 5 ครั้ง จะทำให้สบายตามากขึ้น

แตงกวา
นอกจากเราจะเคยใช้แตงกวาหั่นบาง ๆ แล้ว แตงกวาปั่นก็ใช้ได้ดีเช่นกัน โดยเอาแตงกวามาปั่น แล้วแช่ให้เย็น ก่อนใช้สำลีชุบน้ำแตงกวาให้ชุ่มมาปิดตาไว้ 15-20 นาที วิธีนี้ช่วยลดริ้วรอยและเจ้าอาการตาบวมได้

มะเขือเทศ
สามารถช่วยลดอาการตาบวมได้ดี เพียงนำมะเขือเทศมาหั่นขวางแล้วปิดไว้ที่บริเวณดวงตาประมาณ 10 นาทีตาจะหายบวมค่ะ

 

มะเขือเทศ ดีต่อผิวอย่างไร… อยากรู้ต้องลอง !

  มะเขือเทศ ดีต่อผิวอย่างไร ทำไมใครต่อใครก็ว่ากินแล้วผิวสวย ของอย่างนี้ถ้าอยากรู้ก็คงต้องลองพิสูจน์ด้วยตัวเองแล้วล่ะค่ะ

มะเขือเทศ ถือเป็นพืชผักสวนครัวที่เรารู้จักกันมานาน แถมยังขาดไม่ได้ในเกือบทุกเมนูอาหาร ซึ่งสาว ๆ รู้ไหมคะว่าภายในลูกกลม ๆ เล็ก ๆ สีแดงสดนี้ประกอบไปด้วยสารอาหารที่สำคัญหลากหลายชนิดเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็น วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินเค วิตามินเอ และมีวิตามินซี ในปริมาณสูงมาก ๆ ที่สำคัญยังมีสารไลโคปีน ซึ่งเป็นสารสีแดงที่มีประโยชน์มหาศาลสำหรับผิวพรรณ เพราะมีฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งจะช่วยยับยั้งริ้วรอยก่อนวัย และจะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิตในร่างกาย ทำให้ผิวแลดูขาวอมชมพูดูมีเลือดฝาดได้อย่างไม่น่าเชื่อ เห็นแบบนี้แล้วใครที่ไม่ชอบทานมะเขือเทศคงต้องคิดใหม่กันซะแล้ว เพราะการกินหรือดื่มน้ำมะเขือเทศทุกวัน จะทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง สดใส ไม่แห้งกร้าน และยังดูกระจ่างใสมากขึ้น ที่สำคัญยังจะช่วยให้ระบบการย่อยและการขับถ่ายดีขึ้นอีกด้วย

แต่ยังไม่หมดเพียงเท่านี้นะคะ ประโยชน์ของมะเขือเทศสำหรับผิวพรรณยังมีอีกเยอะ เพราะนอกจากจะรับประทานบำรุงผิวจากภายในแล้ว เรายังสามารถบำรุงผิวจากภายนอกได้ด้วย ถ้ารู้แล้วสาว ๆ ต้องอึ้งอย่างแน่นอน เพราะมะเขือเทศสามารถจัดการได้สารพัดปัญหาผิวให้กลับมาสวยใสเนียนเด้งได้แบบครบสูตรกันเลยทีเดียวจ้า สำหรับสาว ๆ ที่กำลังกังวลใจกับปัญหาไหนกันอยู่ก็เลือกเอาไปใช้กันได้เลย รับรองว่าผิวจะกลับมาสวยได้ในเร็ววันอย่างแน่นอน

 

มาลด “โซเดียม” ในอาหารด้วย “กระเทียม-มะนาว” กันเถอะ!

ได้แก่ ตะไคร้ ใบมะกรูด ข่า ผักชีฝรั่ง สะระแหน่ โหระพา พริกขี้หนู กระเทียม พริก มะนาว หอมแดง ผักชี ต้นหอม และขิง

พบว่า กลิ่นรสของกระเทียมและมะนาวช่วยเพิ่มการรับรสเค็มในน้ำซุปได้ดีขึ้น หมายความว่า แม้จะใส่เกลือในปริมาณน้อยแต่ก็สามารถทำให้รู้รสเค็มได้ ส่วนกลิ่นรสของพริก ผักชีฝรั่ง โหระพา ใบมะกรูด และหอมแดงสามารถเพิ่มการรับรสเค็มได้เล็กน้อย

“กระเทียมและมะนาวหากนำมาใช้ปรุงรสอาหารจะช่วยชูรสเค็มทำให้ลดปริมาณเกลือที่ใช้ในการปรุงอาหารได้เพราะหากใส่กระเทียมหรือมะนาวร่วมด้วยจะทำให้สามารถรับรู้รสเค็มได้โดยไม่ต้องใส่เกลือในปริมาณที่มากทำให้คนกินรู้รสเค็มแต่ใช้เกลือไม่มากซึ่งผลที่ได้น่าจะเกิดจากกลิ่นและรสชาติเฉพาะตัวของสมุนไพรที่ช่วยเสริมการรับรสเค็มให้เด่นชัดขึ้น”น.ส.ชุษณากล่าว

วิตามินซีที่มากับลมหนาว “โทงเทงฝรั่ง”

ช่วงนี้บรรดาดอยทางเหนือกำลังคึกคัก โดยเฉพาะดอยอินทนนท์ ดอยอ่างขาง ฯลฯ ที่นักท่องเที่ยวบากบั่นกันไปตามหาเหมยขาบกันจนรถแน่นทีเดียว

แน่นอนทำให้พ่อค้าแม่ค้ามีความสุข หยิบจับเอาอะไรออกมาวางก็ขายได้ 

แวะไปดูตลาดม้งบนดอยอินทนนท์เมื่อปลายเดือนที่ผ่านมา นอกจากสตรอว์เบอรี่พรึ่บ ลูกพลับ ทับทิม ฯลฯ ผลไม้อีกชนิดที่กำลังฮิต ผลกลมๆ สีส้ม ด้วยคุณภาพที่คับลูก รักษาโรคสารพัดชนิด “กู๊สเบอรี่” หรือ “โทงเทงฝรั่ง”

ความที่หน้าตาละม้ายกับมะเขือเทศ กู๊สเบอรี่จึงถูกเรียกว่า “สตรอเบอรี่ โทเมโท” 

ว่ากันด้วยคุณสมบัติสารพัดความดีงามของกู๊สเบอรี่ทำให้บรรดาคนรักสุขภาพอดใจไม่ไหว ต้องซื้อกันคนละถุงสองถุง ไม่เพียงแค่มากด้วยวิตามินซี ป้องกันหวัด ยังช่วยเรื่องของภูมิแพ้ นอกจากนี้ ยังมีวิตามินเอ ช่วยเรื่องของสายตา โดยเฉพาะคนที่มองในที่มืดไม่ค่อยเห็น ขับรถตอนกลางคืนไม่ได้ และยังช่วยเรื่องผิวพรรณ ผมสวยดกดำ

ข้อมูลทางวิชาการว่า เจ้าลูกสีส้มนี้เป็นตระกูลเดียวกับพริก มะเขือ มะเขือเทศ มันฝรั่ง ยาสูบ ดอกพิทูเนีย เรียกว่าตระกูล Solanaceae มีถิ่นกำเนิดมาจากอเมริกาใต้แถบเปรู ชิลี จึงมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ตามถิ่นกำเนิดว่า Physalis Peruviana L. 

Hello world!

Welcome to WordPress. This is your first post. Edit or delete it, then start blogging!